ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

เมื่อพูดถึง โซลชา ก็คงต้องนึกถึง ปีศาจแดง Manchester United หนึ่งในนักเตะช่วงยุคไล่ล่าความสำเร็จและชุดดีที่สุดของสโมสร ภายใต้การคุมทัพของ “ป๋าเฟอร์กี้” แน่นอนหากใครที่เป็นแฟนแมนยู จะต้องรู้จักกับซุปเปอร์ซับคนสำคัญของทีมรายนี้แน่นอน เพราะช่วงไหนก็ตามที่ บรมกุนซือ อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องการผลการแข่งขันและรูปเกมที่เปลี่ยนแปลง โซลชา จึงเป็นตัวเลือกแรกเสมอ จนมีที่มาของคำว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกโซลชา”

ประวัติส่วนตัว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา   ufa1688 

ชื่อ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา / Ole Gunnar Solskjær

เกิดวันที่ : 26 กุมภาพันธ์ 1973 / 26 February 1973

เมือง : คริสเตียนซุนด์ / Kristiansund

ประเทศ : นอร์เวย์ / Norway

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

โซลชา ชอบเล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกเท่านั้น โดยเขาเริ่มเล่นให้กับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 จาก นอร์เวย์ โดยเขาสามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างจัดจ้านจนเป็นที่มีความสนใจของ สโมสรโมลด์ ทีมจากลีกสูงสุดของนอร์เวย์ ก่อนที่จะทำการดึงตัวไปร่วมทีมในปี 1995

เริ่มสนเส้นทางการค้าแข้งกับ โมลด์
MoldeFK-Solskjaer-playing
โซลชา ลงเล่นให้กับโมลด์ที่เป็นทีมแจ้งของเขาในลีกสูงสุดนอร์เวย์

โมลด์ คือ สโมสรแรกที่มอบโอกาสแก่เขาให้สามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็ว่าได้ เขาลงเล่นให้กับ โมลด์ ไป 42 นัด ซัดไปถึง 31 ประตู ได้รับฉายาว่า “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” เขาลงเล่นให้กับสโมสรโมลด์เพียง 2 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะถูกทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลายทั่วทวีปยุโรปจับตามอง ขณะเดียวกันเขาก็ติด ทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ ด้วยในขณะนั้น ก่อนที่ช่วงฤดูร้อน ปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะจัดการควักเงินมูลค่ากว่า 1.5 ล้านปอนด์ (62,193,399 บาท) ดึงตัวมาร่วมทีมปีศาจแดงทันที

โรงละครแห่งความฝัน เส้นทางอาชีพบนลีกสูงสุด England 
หลังจาก โซลชา เก็บข้าวเก็บของย้ายเข้าสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด  ศูนย์หน้ารายนี้ก็ไม่ทำให้ กุนซือจากสกอตแลนด์เสียใจแต่อย่างใด ปีแรกสีเสื้อปีศาจแดง เขาลงสนามไปทั้งหมด 49 ทำได้ไปถึง 19 ประตู พร้อมกับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมมาครอบครอง ที่สำคัญยังสามารถคว้าแชมป์  Premier League  เมืองผู้ดี ซีซั่น 1996/97 มาครองได้สำเร็จ

Solskjaer-in-manutd-1996
โซลชา รับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมปีศาจแดงทันที ตั้งแต่ย้ายมา

ด้วยผลงานอันร้อนแรงของ โซลขา ตั้งแต่ปีแรกในการเป็นหนึ่งพลพรรคแมนยู ทำให้บรรดากองเชียร์ต้องชื่นชอบและหลงใหลในตัวโซลชาอย่างมาก จนกำเนิดฉายา “เพชฌฆาตหน้าทารก” แต่ฤดูกาลของเขากับแมนยูนั้นช่างแตกต่างจากฤดูกาลแรกอย่างสิ้นเชิง นักเตะเจ้าของเบอร์ 20 รายนี้ กับทำผลได้อย่างน่าเสียใจอย่างกับคนละคนกับฤดูกาลแรกที่ย้ายมา จนทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นิ่งนอนใจไม่ไหว ต้องหอบเงินสูงถึง 12 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว ดไวท์ ยอร์ค มาร่วมทีมเพื่อแก้ไขปัญหาปืนฟืดของ โซลชา จนถึงขั้นข่าวลือว่า โซลชา จะต้องขนของออกจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด เลยทีเดียว หลังจบฤดูกาลที่ 2 คือปี 1997/98 เขาลงเล่นไปทั้งหมด 30 นัด ทำได้เพียง 9 ประตูเท่านั้น

จุดเริ่มต้นในฐานะซูเปอร์ซับ
Solskjaer-supersub

หลังจากการมาของ ดไวท์ ยอร์ค เป็นเหตุให้ โซลชา ต้องตกไปเป็นตัวสำรองทันทีแบบอัตโนมัติ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กองหน้าผู้จงรักภัคดีของสโมสรรายนี้ท้อแท้แต่อย่างใด เขาตัดสินใจต่อสู้เพื่อลงแย่งตำแหน่งตัวจริงต่อไป แต่นั่นก็ส่งผลเสียต่อเขาทีเดียว เพราะทุกครั้งที่เขาได้รับโอกาสลงเล่นในฐานะตัวสำรอง เขาก็สามารถเปลี่ยนเกมได้เสมอ จน เฟอร์กูสัน มองว่าการส่งเขาลงเล่นฐานะตัวสำรองจะมีประโยชน์ต่อทีมมากกว่า เพราะโซลชาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์ในการมองเกมของคู่แข่ง รู้ว่าคู่แข่งจะเล่นแบบไหน และเขาต้องเล่นยังไง

บ่อยครั้งที่เขาคิดจะย้ายจากสโมสรเนื่องจากต้องการความเรื่อยๆในการเล่นเล่น แต่ทุกครั้งยอดกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่พาปีศาจแดงยิ่งใหญ่คับเกาะเมืองผู้ดีเวลานั้น ได้บอกกับ โซลชา ว่าเขาคือคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของทีม แน่นอนเมื่อกุนซือที่ได้รับการยอมรับที่สุดเวลานั้น พูดออกมาแบบนี้ ใครกันที่จะไม่ใจอ่อน เป็นเหตุให้ โซลชา ตัดสินใจอยู่ช่วยทีมในตำแหน่งซุปเปอร์ซับต่อไป

วันแห่งประวัติศาตร์ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

จนมาถึงเหตุการณ์ที่เหล่า “สาวกเร้ด อาร์มี่” จำไม่มีวันลืม คือวันที่ทัพแมนยูมีคิวลงเล่นในศึก  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998-1999 นัดชิงชนะเลิศกับ เสือใต้ ในขณะนั้น ทั้งคู่คือยอดทีมแห่งยุค เพราะทั้ง แมนยูและบาเยิร์น ต่างมีลุ้น ทริปเปิ้ลแชมป์ พร้อมกันทั้งคู่ พอเพียงชูถ้วย  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ใบนี้ได้ ก็จำประกาศศักดาความยิ่งใหญ่บนทวีปยุโรปได้สำเร็จ

เมื่อเกมเริ่มขึ้นกลับเป็นทางฝั่ง บาร์เยิร์น มิวนิค เป็นฝ่ายกดดันแมนยูได้เยอะกว่า จนขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 6 จาก มาริโอ บาสเลอร์ และเรียกได้ว่าทางฝั่งเสือใต้เป็นฝ่ายกดดันอยู่ฝั่งเดียว ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะแก้ด้วยการส่ง เท็ดดี้ เชอริงแฮม ลงมาแทน เจสเปอร์ บลอมควิสต์ นาทีที่ 67 แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จนสุดท้ายเขาตัดสินใจส่งกองหน้าซุปเปอร์ซับ อย่าง กุนนาร์ โซลชา ลงมาในนาทีที่ 81 และนั่นทำให้พวกเขาสามารถกดดัน บาร์เยิร์น มิวนิค อย่างเรื่อยๆ และนาทีที่ 91 ก็เป็นหนึ่งในตัวสำรองที่ถูกส่งมาอย่าง เชอริงแฮม ซัดทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนที่จะเข้าสู่นาทีสุดท้ายของการทดเวลา ก็เป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ซัดประตูชัยเหนือยอดทีมจากเยอรมันไป 2-1 คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จอย่างมันส์สุดๆ

วันที่ยุติการอาชีพค้าแข้งกับแมนยูไนเต็ด
solskjaer-retired-manu

นักเตะทุกคนต่างต้องมีวันที่ต้องเลิกเล่นหรือแขวนสตั๊ด เช่นเดียว ยอดศูนย์หน้าขวัญใจสาวกปีศาจแดง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็มีวันนั้นเหมือนกัน เขาตัดสินใจยุติอาชีพของตัวเองกับ Manchester United หลังจากจบฤดูกาล 2006-2007 โดยฤดูกาลนั้นเขาสามารถนำทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ตลอดอาชีพการค้าแข้งของ “เพชฌฆาตหน้าทารก” ลงเล่นไปกว่า 420 นัด ทำไปทั้งหมด 167 ประตู แบ่งเป็น โมลด์ 54 นัด ทำไป 41 ประตู และ แมนฯ ยู 366 นัด ทำไป 126 ประตู เขารับใช้ปีศาจแดงยาวนานกว่า 11 ปีพร้อมกัน

ก้าวแรกจากนักเตะสู่กุนซือ
solskjaer-manager-molde-team
โมลด์ ดึงโซลชาคุมทีมอย่างเป็นทางการทีม ก่อนคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย

หลังจากจบลงหน้าที่นักเตะ ตัวเขาได้เข้ารับงานเป็นโค้ชศูนย์หน้าให้กับ แมน ยูไนเต็ด ระหว่างที่ท่านเซอร์ยังคงคุมแมนยูต่อไป ก่อนที่เวลาต่อมาจะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเป็น กุนซือ ชุดสำรองของพลพรรคปีศาจแดง ที่สำคัญยังสามารถนำทัพแมนยูชุดสำรอง (U23) คว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย อย่าง แชมป์ พรีเมียร์ ลีก ชุดสำรอง 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย, แชมป์  Premier League  สำรองตอนเหนือ 1 สมัย และสุดท้าย แชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย เรียกได้ว่า โซลชา มีแววทางด้านกุนซือมาแต่ไกล

จากผลงานคุมทีมอันยอดเยี่ยมของตัวเขา ทำให้สโมสรแจ้งเกิดของเขาอย่าง โมลด์ ติดต่อให้รับงานไปคุมทีมชุดใหญ่ ทำให้นี่เป็นโอกาสทองของ โซลชา ที่จะได้โชว์ผลงานกับการคุมทัพชุดใหญ่ และเขาก็ไม่ทำให้สโมสรเก่าเสียใจ ด้วยการพา โมลด์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ มาได้ 2 สมัย และแถมด้วยบอลถ้วย นอร์เวย์ คัพ อีก 1 ถ้วยตามมา

ความยากลำบากในการนำทีมลงเล่นพรีเมียร์ ลีก
แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก โซลชา เมื่อเขาตอบตกลงในการเข้ามาคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พร้อมกับภารกิจที่หนักอึ้งในการที่ต้องพา คาร์ดิฟฟ์  ซิตี้ อยู่รอดปลอดภัยบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ประจำฤดูกาล 2013/2014 แต่นั่นก็ไม่มีใช่เรื่องง่ายกับทุกคน เขาพา “บลูเบิร์ด” ลงเล่นไปทั้งหมด 18 นัด ชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 12 นัด คาร์ดิฟฟ์ ต้องตกชั้นลงไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนเลยทีเดียว

solskjaer-cardiff-manager-team
โซลชา รับเผือกร้อนคุมสโมสรคาร์ดิฟฟ์ เพื่อไม่ให้ตกชั้น Premier League 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะโดนเด้งออกจากเก้าอี้ทันที หลังจากทัพ “บลูเบิร์ด” ตกชั้นลงมา เขายังก็คงได้รับโอกาสคุมทีมต่อไปอีก แต่ผลงานยังคงไม่พัฒนาไปไหน ทำให้ช่วงปลายปี 2014  เขาโดนเด้งออกจากตำแหน่งกุนซือ ก่อนที่จะกลับไปรับงานกุนซือที่ โมลด์ อีกครั้งในเดือน ตุลาคม 2015

ภารกิจปลุกวิญญาณปีศาจแดงขึ้นจากหลุมอีกครั้ง
และวันที่สาวกปีศาจแดงรอคอยก็มาถึง กับกลับมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง ในฐานะตำแหน่งกุนซือของทีม แมนฯ ยู พร้อมกับภารกิจในการคืนชีพแมนยูให้กลับมาผงาดอีกครั้งบนยุโรป โซลชา ได้รับการแต่งตั้งเป็น กุนซือชั่วคราวของ Manchester United จนจบลงฤดูกาล 2018-2019 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ ฝากผลงานไว้อย่างย่ำแย่ ซึ่งนัดสุดท้ายของ มูรินโญ่ คือการนำทีมไปแพ้คู่ปรับตลอดกาลอย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล แบบหมดหนทางสู้ 1-3

การกลับมาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เขาให้คำสัญญาว่าจะให้ ปอล ปอกบา เป็นศูนย์กลางการทำเกมภายใต้แผนการคุมสโมสรของเขา และนั่นก็คือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ ปอล ปอกบา เค้นฟอร์มการเล่นที่สุดยอดออกมาได้ พร้อมทั้งซัดไปแล้ว 5 ประตู จ่ายอีก 4 ลูก ซึ่งแตกต่างจากสมัย มูรินโญ่ แบบสุดๆ

solskjaer-return-manu-manager

ทั้งหมดคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อีกหนึ่งสุดยอดตำนานตลอดกาลของ Manchester United ต้องมาเอาช่วยกันว่า กุนซือสัญชาตินอร์เวย์รายได้นี้ จะทำผลงานได้อย่างสุดยอด เหมือนสมัยลงเล่นเป็นนักฟุตบอลได้หรือไม่

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เกิดที่เมือง คริสเตียนซันด์ ประเทศนอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 หลังจากที่เล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกกับทีม เคลาเซเนนเก้น ในดิวิชั่น 3 ของนอร์เวย์ เขาก็ย้ายไปเล่นให้กับโมลด์ ในพรีเมียร์ ลีก นอร์เวย์ ปี 1995 และด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาติดทีมชาตินอร์เวย์ และใช้เวลาไม่นานเลยที่จะทำให้สโมสรใหญ่ๆ หลายสโมสรในยุโรปสนใจในตัวเขา ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขาเองทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์"

ในช่วงฤดูร้อนปี 1996 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือแมนฯ ยู ก็ตกลงใช้บริการเขาด้วยการซื้อตัวจากโมลด์ ในราคา 1.5 ล้านปอนด์ และเขาสามารถยิงประตูให้กับทีมได้ครั้งแรกในนัดที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และตั้งแต่นั้นมาก็ดูเหมือนว่าเขาจะยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่เป็นการถาวรเลยทีเดียว ด้วยจำนวน 19 ประตู (18 ประตูในลีก) พร้อมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวของทีม และได้เหรียญพรีเมียร์ชิพ คล้องคอเป็นเหรียญแรกของเขาหลังจบฤดูกาล

เขากลายเป็น "เพชรฆาตหน้าทารก" ที่ได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนทีมแมนฯ ยู และจากฟอร์มการเล่นของเขาตลอดฤดูกาลแรกกับทีมปีศาจแดงนั้นอาจจะทำให้กุนซือเก่าของเขาคิดเสียดายว่าทำไมไม่ขายเขาให้แมนฯ ยู แพงกว่านี้นะ!

ในช่วงต้นฤดูกาล 1998-1999 มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าเขาอาจจะย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เนื่องจากการย้ายมาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ของ ดไวท์ ยอร์ค แต่ยังไงก็ดี ครั้งนี้ต้องเครดิตให้กับตัวเขาเองเต็มๆ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป และพร้อมที่จะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งศูนย์หน้า แม้ว่าหลังจากนี้เขาจะกลายเป็นตัวสำรองของทีมอยู่เป็นโดยมาก แต่ประตูชัยที่เขายิงให้กับทีมในนัดที่เอาชนะหงส์แดง ในเอฟเอ คัพ รอบ 4 และการยิงถึง 4 ประตูในเวลาเพียง 13 นาที ในนัดที่เอาชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8 – 1 ใน 2 อาทิตย์ถัดมา ก็ทำให้เขาเป็นที่กล่าวขวัญถึง และได้รับสมญานามจากสื่อในเมืองผู้ดีว่า "สุดยอดตัวสำรอง"

การยิง 4 ประตูใน 13 นาทีของเขากลายเป็น Stats ใหม่ของฟุตบอล England  แต่ยังไงก็ดีการลงสนามของเขาก็ยังคงน้อยครั้ง แม้ว่าจะได้เดินลงสนามเป็นหนึ่งใน 11 นักเตะในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แต่เขาก็ต้องกลับไปนั่งม้านั่งสำรองอีกในนัดที่พบกับเสือใต้ ในศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ แต่ก็เหมือนเป็นลางดีบางอย่าง ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาถูกเรียกตัวจากม้านั่งข้างสนาม และเขาก็ได้กลายเป็นผู้ที่นำชัยชนะให้กับทีมในวินาทีสุดท้าย จนทำให้แฟนๆ ต้องร้องเพลง "Who put the ball in the Germans' net……?"

กับทีมชาตินอร์เวย์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีรายชื่อติดทีมชาติเพื่อไปสู้ศึกฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส และทีมก็เข้าถึงรอบ 2 ในรายการนี้ กับสโมสรในฤดูกาล 1999-2000 สำหรับเขาก็ไม่แตกต่างจากเดิมด้วยการเป็นตัวสำรองกว่า 50% แต่เขาก็สามารถทำประตูให้กับทีมได้ 15 ประตู ในการลงเล่นเป็นตัวจริง 20 นัดและตัวสำรอง 21 นัด และหลังต่อไปก็มีข่าวอีกว่าไก่เดือยทอง และลีดส์ สนใจที่จะซื้อตัวเขาไปร่วมทีม แต่ในที่สุดช่วงท้ายฤดูกาลเขาก็ต่อสัญญากับทีม โดยสัญญานี้จะทำให้เขาอยู่กับทีมไปจนกระทั่งอายุครบ 33 ปี

เขามีชื่อติดทีมชาตินอร์เวย์ ในศึกยูโร 2000 แต่เขาก็ไม่สามารถทำประตูได้ ทั้งนอร์เวย์ก็ไม่สามารถผ่านรอบแรกไปได้ แต่ยังไงก็ดีหลังต่อไปเขาก็ได้รับข่าวดีเมื่อภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกชายคนแรกชื่อว่า โนอาห์ แม้ว่าเขาจะเล่นในตำแหน่งตัวสำรองมาเสียโดยมากแต่เขาก็สามารถทำประตูที่ 100 ให้กับทีมได้ ในนัดที่หนึ่งของฤดูกาล 2002-2003 ซึ่งทีมเอาชนะเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน มาได้ 1 – 0

ขณะนี้เขาเป็นคุณพ่อลูก 2 แล้ว โดยภรรยาเขาได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 ซึ่งเป็นลูกสาว ชื่อว่า คาร์น่า ซึ่งเกิดในวันที่ 3 มีนาคม 2003 จนถึงขณะนี้เขาทำประตูให้กับสโมสรไปแล้ว 115 ประตู ถือว่าเป็น Stats ที่ดีทีเดียวสำหรับผู้ที่ลงเตะในตำแหน่งตัวสำรองเสียเป็นส่วนมาก

ในฤดูกาล 2003-2004 หลังจากสามารถยิงประตูแรกในฤดูกาลของตัวเองในนัดที่พบกับ พานาธิไนกอส ในศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนกันยายนแล้ว เขาก็ต้องพบกับอาการเดี้ยงในระหว่างการแข่งขัน และต้องเปลี่ยนตัวออกในช่วงหมดครึ่งแรก ในครั้งนี้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดและต้องพักนานกว่า 5 เดือน นั่นก็หมายความว่าในฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นเพียง 19 นัดและทำประตูให้กับทีมได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น แม้ว่าเขาสามารถกลับมาฝึกซ้อมได้อีกครั้งในช่วงต้นปี 2004 แต่ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งบริเวณหัวเข่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นั่นก็จะทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามให้กับทีมไปตลอดทั้งฤดูกาล 2004-2005

แต่ยังไงก็ดี เขาก็ยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ ปีศาจแดงที่ยังคงร้องเพลงกึกก็งให้เขาอยู่เสมอ "Please don't take my Solskjaer away"

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *