ประวัติ ฆวน มาต้า กองกลางตัวหลักของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฆวน มาต้า กองกลางตัวหลักของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาเชิญชวน ให้เหล่านักเตะระดับชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ลองมาสัมผัสประสบการณ์กับการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก ดูบ้าง  ufa1688 

      แข้งทีมชาติสเปนย้ายมาเล่นในอังกฤษนัดแรกกับ เชลซี เมื่อปี 2011 ก่อนจะโยกมาค้าแข้งในถิ่น โอลด์แทร็ฟฟอร์ด ช่วงเดือนมกราคมปี 2014 และสามารถทำผลงานได้ดี จนสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของปีศาจแดงมาครองได้ จนถึงปัจจุบัน

      "ผมสนุกกับทุกสิ่งที่เกี่ยวกับบอลในประเทศนี้" มาต้า กล่าวกับ The Mirror "ผมเป็นสุขทุกนาทีตลอดช่วงเวลากว่า 4 ปีที่ได้ลงเล่นบอลในอังกฤษ"

      "ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ได้ลงเล่นบอลที่นี่ ผมจึงต้องการจะแนะนำให้ผู้เล่นฝีเท้าดีจากทั่วโลก ลองมาค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก ดูบ้างอย่างน้อยหนึ่งฤดู แล้วคุณจะได้สัมผัสกับสิ่งดีๆอย่างไม่น่าเชื่อแน่ๆ โดยเฉพาะเป็นอย่างมากการได้รับความเคารพอย่างสูงจากแฟนบอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ"

ชื่อเต็ม : ฆวน มานูเอล มาต้า
วันเกิด :  28 เมษายน 1988
สัญชาติ : สเปน
ส่วนสูง : 170 ซ.ม
น้ำหนัก : 63 กก
สโมสรปัจจุบัน : แมนฯ ยูไนเต็ด 
 
หมายเลขเสื้อ : 7
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก 
 
สโมสรอาชีพ
 
2006-2007 : เรอัลมาดริด เบ 
2007-2011 : บาเลนเซีย
2011-2014 : เชลซี
2014-ปัจจุบัน : แมนฯ ยูไนเต็ด
 
ทีมชาติสเปน
 
2006-2007 : สเปนชุด ยู-19
2007 : สเปนชุด ยู-20
2007-2009 : สเปนชุด ยู-21
2009-ปัจจุบัน : สเปน (ชุดใหญ่)
 
ประวัติการค้าแข้ง 
 
     ฆวน มานูเอล มาต้า การ์เซีย หรือชื่อ ฆวน มาต้า ที่คุ้นเคย เกิดตอนวันที่ 28 เมษายน 1988 ปัจจุบันโยกมาค้าแข้งกับสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด และเป็นผู้เล่นทีมชาติสเปน ตำแหน่งถนัดของแข้งร่างเล็กก็คือกองกลางตัวรุก แต่เจ้าตัวสามารถโยกไปเล่นริมเส้นได้ในบางครั้ง ทั้งนี้มาต้า เริ่มเล่นบอลอาชีพกับเรอัล โอเบียโด ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา 

 
    เมื่ออายุ 15 ปี เขาเซ็นสัญญากับเรอัล มาดริด และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมเรอัล มาดริด เบ ซึ่งระหว่างฤดู 2006-07 กองกลางจอมเทคนิคสามารถกดไปถึง 10 ประตู ถึงเขาจะทำผลงานได้โดดเด่นในทีมเบ ทว่า มาต้า ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ แบรนด์ ยกสเตอร์ ที่เป็นเฮดโค้ชเรอัล มาดริด ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมคู่แข่งในลา ลีกาอย่างบาเลนเซียในปี 2007-2008 
 
     มาต้า เป็นแกนหลักของทีมในทันที ซึ่งจอมทัพฉบับกระเป๋า ได้ลงสนามต่อเนื่องรวม 24 นัดในลีกฤดูแรก ทำได้ 5 ประตู รวมทั้ง 2 ประตูในรอบตัดเชือกศึกโคปา เดล เรย์ ที่เอาชนะบาร์เซโลน่า และนัดชิงฯ ซึ่งช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ด้วยการอัดเกตาเฟ่ 3-1 นอกจากนี้ เขาได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร ทั้ง มาต้ายังได้ลงสนามเป็นผู้เล่นสำรองในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกที่เสมอเชลซี 0-0 

     ในเดือนธันวาคม 2007 ฤดูต่อมา เขาลงเล่นเกือบทุกเกม พลาดเกมในลีกไปเพียงนัดเดียว ทำเพิ่มได้อีก 10 ประตู และถูกเรียกติดทีมชาติสเปน ในเดือนมีนาคม 2009 และผลงานในการสร้างสรรค์ประตูในฤดูต่อมา ทำให้เขาได้อยู่ในทีมชาติสเปนชุดแชมป์โลกปี 2010 ด้วย ซึ่งเขาได้ลงสนามนัดเดียว เป็นผู้เล่นสำรองแทนที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส
 
เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กลงสนามอีก 33 นัดในฤดูสุดท้ายของเขากับบาเลนเซีย ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการย้ายทีมไปเล่นในต่างแดน สุดท้ายเขาเลือกย้ายมาเล่นในลอนดอนตะวันตก หลังทำผลงานได้น่าประทับใจในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปยู 21 ที่เดนมาร์ก เขาเป็นกัปตันของสเปนและพาทีมคว้าแชมป์ รวมทั้งได้โหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนท์นี้ 
 
มาต้า ตัดสินใจย้ายทีมมาหาความท้าทายใหม่ๆ หลังเล่นในถิ่นเมสตาย่า 4 ปี เขายิงไป 43 ประตูจาก 179 เกม ซึ่ง มาต้า ได้พูดคุยกับ อังเดร วิลลาส โบอาส เทรนเนอร์เชลซี ในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น และเชื่อว่าสแตมฟอร์ด บริดจ์คือสถานที่ที่เหมาะกับเขา แม้ว่าจะได้รับความสนใจจากสโมสรอื่นก็ตาม
 
     มาต้า เป็นผู้เล่นชาวสเปนคนที่ 3 ที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีในปี 2011 ต่อจากเพื่อให้นร่วมทีมชาติที่คว้าแชมป์โลกมาด้วยกันอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส และ โอริโอล โรเมอู ที่ย้ายมาจากบาร์เซโลน่าเมื่อต้นสิงหาคมปี 2011 เดิมทีเขาเล่นเป็นปีกซ้าย ต่อมาเขาขยับมาเล่นตรงกลาง และตั้งเป้าไว้ว่าจะปรับตัวให้กับบอลอังกฤษอย่างรวดเร็ว ยอสซี่ เบนายูน ที่กำลังจะย้ายออกไปเล่นให้อาร์เซน่อลแบบยืมตัว ยกเสื้อหมายเลข 10 ให้กับเขา

 
     วันที่ 21 สิงหาคม 2011 บาเลนเซีย แถลงการณ์ปล่อย มาต้า ออกไปอยู่กับเชลซี ด้วยค่าตัว 23.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1292 ล้านบาท) มิดฟิลด์เลือดกระทิงดุ เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมกับลงเป็นผู้เล่นสำรองในเกมกับนอริช ซิตี้ และทำประตูปิดกล่องในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ "สิงห์บลูส์" ชนะ 3-1
 
     วันที่ 29 ตุลาคม 2011 มาต้า ผ่านบอลให้เพื่อให้นทำประตู ซึ่งเป็นการฉลองประตูที่ 6 พันของสโมสรพอดี ทั้งนี้ในยุคของ โบอาส ด้าน มาต้า จะหนักไปทางเล่นริมเส้นซะเยอะ กระทั่งการเผ่านาของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ในช่วงต้นปี 2012 ส่งผลให้ ดาวเตะสแปนิช หุบเผ่านาเล่นตรงกลางมากขึ้น 
 
     จากนั้นผลงานของ มาต้า ก็ทะยานขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ และพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 2 รายการคือเอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2012 โดยในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยุโรป เขาเป็นคนทำแอสซิสต์ให้ ดิดิเยร์ ดร็อกบา โขกตีเสมอบาเยิร์น มิวนิค ในนาทีที่ 88 จากลูกเตะมุม สุดท้ายเชลซีก็คว้าแชมป์ไปครองด้วยการดวลจุดโทษ จากผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้เขาได้รับการโหวตจากแฟนคลับ ให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรด้วย
 
     ฤดู 2012-13 มาต้า ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้อย่างดียิ่ง แม้เชลซีจะตกรอบแบ่งกลุ่มในแชมเปี้ยนส์ ลีก พลาดโอกาสป้องกันแชมป์ แต่พวกเขาก็ยังสามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก มาครองได้ และมาต้าก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรไปครองอีกทีด้วย ถือว่าเป็นการได้รางวัลนี้ 2 ปีติดต่อกันเลยทีเดียว
 
      ซีซั่น 2013-14 เชลซีได้กุนซือใหม่หน้าเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เผ่านาทำทีมอีกรอบ และหวยก็มาตกอยู่ที่ มาต้า ซึ่งไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ "เดอะ แฮปปี้วัน" อย่างหน้าตาเฉย ทำให้โอกาสลงสนามของเจ้าก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ  และด้วยความที่เขาต้องนั่งสำรองอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมออกมาตลอด จนกระทั่งวันที่ 24 มกราคม 2014 มูรินโญ่ก็ได้ออกมาบอกด้วยตัวเองว่าเชลซีตอบรับข้อเสนอขอซื้อตัวมาต้าจากทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 37.1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2040.5 ล้านปอนด์) พร้อมกับทำลายสถิติค่าตัวสูงสุดของสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด อีกด้วย หลังจาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ เคยสร้างสถิติสโมสรไว้ที่ 29.1 ล้านปอนด์ (1600.5 ล้านบาท) ไว้เมื่อปี 2003 
 
      เขาลงสนามเปิดตัวเป็นเกมแรกพบกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในวันที่ 28 มกราคม และสามารถทำแอสซิสได้หนึ่งครั้ง ช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 2-0 ซึ่งประตูแรกของเขากับต้นสังกัดใหม่เกิดขึ้นในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0 และจบฤดูนั้นด้วยการยิงไปทั้งหมด 6 ลูกในลีก

      มาต้า เริ่มฤดูใหม่ด้วยฟอร์มที่สวยหรู ด้วยการซัดประตูตีเสมอ ซันเดอร์แลนด์ 1-1 ตามมาด้วยการยิงหนึ่งลูกในเกมที่ถล่ม คิวพีอาร์ 4-0 ก่อนจะถูกจับดองโดย หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือของทีม

      หลังจากนั้นเขาได้ต่อสู้เพื่อให้กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงให้ได้ จนกระทั่งสามารถกลับมาเป็นตัวจริงได้อีกที โดยเฉพาะในศึกแดงเดือดที่ มาต้า สวมบทฮีโร่ยิงคนเดียวสองประตูให้ทีมเอาชนะ หงส์แดง 2-1 ซึ่งหลังเกม เจ้าตัวกล่าวว่านี่เป็นฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเขากับสโมสรแห่งนี้

ประวัติ อรทัย ศรีมะณี

อรทัย ศรีมะณี กองหน้าสุดฮ็อตแสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจทุกภาคพื้นของสนาม หลังคุณคนนี้เป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ทั้งการยิงประตูแรกในศึกเวิร์ลคัพของทั้งบอลใหญ่และฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย

     โดยเมื่อวานที่ผ่านมากองหน้าชาวศรีสะเกษเพิ่งจะใส่ชื่อตัวเองเป็นผู้ทำสกอร์แรกในศึกบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2015 ที่แคนาดา หลังเหมาคนเดียวสองประตูพาทีมคว้าชัยชนะนัดประวัติศาสตร์เหนือ ไอวอรีโคสต์ 3-2

ชื่อเต็ม : อรทัย ศรีมะณี

วันเกิด: 12 มิถุนายน ค.ศ. 1988 (27 ปี)
เกิดที่ : ศรีสะเกษ, เมืองไทย
สัญชาติ : ไทย
ส่วนสูง : 151 เซนติเมตร
ตำแหน่ง: กองกลาง

ประวัติส่วนตัว

ทีมชาติไทย

     อรทัย เริ่มติดทีมบอลหญิงทีมชาติไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี จากนั้นได้เปลี่ยนไปเล่นฟุตซอลแทน และยังติดทีมฟุตซอลหญิงทีมชาติไทยมาตลอด จนปัจจุบันถูกเรียกให้มาติดทีมบอลหญิงทีมชาติไทย ในศึกบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2015 ที่ประเทศแคนาดา โดยเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกให้ทีมไทย

     ปัจจุบัน สหพันธ์บอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ได้ประกาศยกย่อง อรทัย ศรีมะณี ให้เป็น ′แมนออฟเดอะแมตช์′ ในเกมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ซึ่งอรทัย ทำผลงานยิง 2ประตู ให้ไทยพลิกนำไอเวอรี่ โคสต์ 2-1

     แข้งสาวชาวศรีสะเกษ ยิงประตูให้ทีมน่องนิ่มไทย ตีเสมอ ไอวอรี่ โคสต์ 1-1 ในนาทีที่ 26 และอีกหนึ่งประตูทำได้จากลูกโหม่งในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ช่วยให้ทีมชาติไทย ออกนำ 2-1ก่อนที่สุดท้ายจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3-2 พร้อมถูกเลือกเป็นเพลย์เยอร์ออฟเดะแมทช์ โดยเว็ปไซต์ทางการของฟีฟ่า

     ส่วนในการแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์โลก อรทัย ศรีมะณี ติดทัพ "โต๊ะเล็กสาวช้างศึก" ทีมฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย ไปลุยศึกฟุตซอลหญิง ชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 1 ที่สเปน เมื่อปี 2010 และเป็นคนทำประตูแรกให้ทีมชาติไทย ในการแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์โลก โดยสามารถทำได้ 2 ประตู ในเกมที่ทีมสาวไทย เสมอ ทีมชาติเวเนซุเอลา 4-4

     นอกจากนี้ ยังถือเป็นการฉลองวันเกิดครบรอบ 27 ปี ของอรทัยด้วย ซึ่งตัวนักเตะได้เปิดเผยว่า มีความฝันอยากยิงประตูในบอลโลก ถึงวันนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกข้าง สำหรับของขวัญวันเกิดอันล้ำค่าคราวนี้ 

     สถิติทีมชาติของ อรทัย ตอนนี้ติดธงไปแล้ว 7 นัด ซัดไปแล้วให้ไทย 2 ประตู

     เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติอาร์เจนตินาเดินทางมาตรวจร่างกายกับเรือใบสีฟ้านับตั้งแต่วานแล้ว และปัจจุบันเจ้าตัวก็เปิดตัวกับสโมสรใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมรับเสื้อหมายเลข 30 ไปครอง

     โดยแนวรับเลือดฟ้าขาวกล่าวผ่านเว็บสโมสรว่า "ผมย้ายมาที่นี่เพื่อให้ทำผลงานให้ดีที่สุด ต่อสู้แบบเกมต่อเกม และจะพยายามพาซิตี้ก้าวสู่จุดสูงสุดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้"

     "นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด การย้ายเผ่านาในสโมสรมันยอดเยี่ยมเหลือเกินจากที่เคยได้แต่ฝันอยู่ข้างนอก"

     ดังนี้โอตาเมนดี้ถือเป็นผู้เล่นคนใหม่รายที่ 3 ของซิตี้ในฤดูนี้ ต่อจาก ราฮีม สเตอร์ลิง และ ฟาเบียน เดลฟ์

Nicolás Otamendi 2015 (cropped).jpg

ชื่อเต็ม : นิโคลัส โอตาเมนตี้
วันเกิด : 12 กุมภาพันธ์ 1988
เกิดที่ : บูนอส ไอเรส, อาร์เจนติน่า
สัญชาติ : อาร์เจนติน่า
ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหลัง

ประวัติส่วนตัว

          นิโคลัส โอตาเมนตี้ (เกิด 12 กุมภาพันธ์ 1988) กองหลังอาร์เจนไตน์ ที่เกิดในเมือง บูนอส ไอเรส ในประเทศ อาร์เจนติน่า และเคยค้าแข้งกับ เบเลซ ซาร์สฟิลด์, ปอร์โต้ และ บาเลนเซีย

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

เบเลซ ซาร์สฟิลด์ (2007-2010)

          โอตาเมนตี้ ลงสนามค้าแข้งเป็นเกมแรกให้กับ เบเลซ ซาร์สฟิลด์ ในลีกสูงสุดของ อาร์เจนติน่า ตอนวันที่ 10 พฤษภาคม 2008 ซึ่งเป็นการเอาชนะ โรซาริโอ เซ็นทรัล 2-1 โดยขณะนั้นเขาเป็นเพียงแค่ตัวเลือกในเกมรับชั้นห้าของสโมสรเพียงแค่นั้นแต่ภายหลังที่มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมทำให้ครึ่งฤดูหลัง เขาได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ผู้เล่นตัวจริงเต็มรูปแบบ

          ปราการหลังอาร์เจนไตน์ ซัดประตูแรกในชีวิตการค้าแข้งระหว่างฤดู 2009 ในเกมที่เอาชนะ อาร์เซนัล เด ซารานดี้ 3-1 โดยในซีซั่นนั้นเขาได้รับโอกาสได้ลงสนามในศึกระดับทวีปอย่าง โคปา ซูดาเมริกาน่า และด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของเขาทำให้เขามีชื่อติดทีมอเมริกาใต้ยอดเยี่ยมแห่งปี

ปอร์โต้ (2010-2014)

          ในวันที่ 23 สิงหาคม 2010 โอตาเมนตี้ ได้ทำการตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ ปอร์โต้ ด้วยค่าตัวราว ๆ 4 ล้านยูโร (ประมาณ 150 ล้านบาท) ด้วยสัญญาระยะยาวกว่า 5 ปี ซึ่งเขาสามารถทำประตูได้เลยในเกมแรกที่ลงสนาม ในแมตช์ที่เอาชนะ โอลฮาเนนเซ่ และจบฤดูแรกของเขากับต้นสังกัดใหม่ ด้วยการลงสนามทั้งสิ้น 15 นัดและยิงไปทั้งหมด 5 ประตู แถมยังเป็นหนึ่งในนักเตะชุดแชมป์ลีกสูงสุดอีกด้วย

          โดยเขาลงสนามช่วยทีมอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นเป็นตัวหลักและพาทีมคว้าแชมป์ลีกติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 นอกจากนี้ยังมีแชมป์บอลถ้วยในประเทศ, ยูโรป้า ลีก และรายการ โปรตุกีส ซูเปอร์ คัพ อีกด้วย

บาเลนเซีย (2014-ปัจจุบัน)

          ตอนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2014 เขาได้ถูกขายให้กับ บาเลนเซีย ยอดทีมใน ลา ลีก้า สเปน ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 12 ล้านยูโร (ประมาณ 453 ล้านบาท) ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ซึ่ง โอตาเมนตี้ ลงสนามเป็นเกมแรกให้กับทีมในวันที่ 23 สิงหาคม 2014 ในเกมที่เสมอกับ เซบีญ่า 1-1

          สำหรับประตูแรกของเขากับทีมเกิดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-1 นอกจากนี้ยังมีส่วนทำประตูช่วยให้ทีมเปิดรังเอาชนะ เรอัล มาดริด ไปได้ 2-1 ยุติสถิติไร้พ่าย 22 นัดของ "ราชันชุดขาว"

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

เบเลซ ซาร์สฟิลด์

– แชมป์ อาร์เจนไตน์ พรีเมร่า ดิวิชั่น : 2009 เคลาซูร่า

ปอร์โต้

– แชมป์ พรีไมร่า ลีก้า : 2010-11, 2011-12, 2012-13
– แชมป์ โปรตุกีส คัพ : 2010-11
– แชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2010-11
– แชมป์ โปรตุกีส ซูเปอร์ คัพ : 2011, 2012, 2013
– รองแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ : 2011
– รองแชมป์ โปรตุกีส ลีก คัพ : 2012-13

ufa1688

ประวัติ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

ชื่อ : โอลิวิเยร์ ชิรูด์
เชื้อชาติ : ฝรั่งเศส
วันเกิด : 30 กันยายน 1986
อายุ : 30 ปี
สถานที่เกิด : แชมเบรี่ , ฝรั่งเศส
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : อาร์เซน่อล

ประวัติ
    ชิรูด์ เกิดในเมือง แชมเบรี่ ประเทศ ฝรั่งเศส ก่อนที่จะเริ่มเล่นบอลกับทีมในหมู่บ้าน เขาใช้เวลาฝึกฝนกับทีมระดับหมู่บ้านประมาน 6 ปี ก่อนที่จะโดน เกรโนเบิ้ล จับเซ็นต์สัญญาเข้าสังกัดด้วยวัย 13 ปี

สโมสร เกรโนเบิ้ล (2005-2008)

    ชิรูด์ ใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาฝีเท้ากับอคาเดมี่ เกรโนเบิ้ล ก่อนที่จะได้รับการเซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพเมื่อตอนที่อายุได้ 21 ปี เพียงฤดูแรก ชิรูด์ ก็ฉายแววการเป็นกองหน้าสุดฮอตด้วยการกดไปถึง 15 ประตูจากการลงเล่น 15 เกมในฤดู 2005-2006 ให้กับทีมสำรอง และเขาก็ยังโชว์ฟอร์มดีได้อย่างสม่ำเสมอตรงเวลาถึง 7 เดือน ก็โดนเรียกขึ้นมาติดอยู่ในทีมชุดใหญ่ในเดือน มีนาคม 2006 เขาลงเล่นเกมแรกอย่างเป็นทางการตอนวันที่ 27 มีนาคม

สโมสร อิสเทรส (ยืมตัว) (2007-2008)

    ในฤดู 2007-2008 ชิรูด์ ถูกปล่อยมาให้กับ อิสเทรส ยืมตัวทีมในลีกดิวิชั่น 3 ของฝรั่งเศส และเพียงเกมที่ 2 เท่านั้นที่เขาลงเล่นเขาก็ทำประตูแรกให้กับทีมได้สำเร็จในเกมที่เอาชนะ ลาวัล ไปได้ 2-1 และหลังจากนั้นเขาก็สามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ทว่าหลังจากสิ้นสุดการยืมตัวที่นี่ ต้นสังกัดของเขาอย่าง เกรโนเบิ้ล ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ลีกเอิง และได้ปล่อยตัว ชิรูด์ ออกจากทีมไป

สโมสร ตูร์ส (2008-2010)

    28 พฤษภาคม 2008 ชิรูด์ ย้ายมาอยู่กับ ตูร์ ทีมใน ลีกเดอซ์ ด้วยสัญญา 3 ปี และใส่เสื้อเบอร์ 12 ทว่าตอนย้ายมาเขามีอาการบาดเจ็บรบกวนนิดหน่อยเลยทำให้ต้องรอการเปิดฉากสนามไปอีกสักพัก 3 กันยายน 2008 ชิรูด์ ลงเล่นเกมแรกด้วยการบุกไปแพ้ บูลองเน่ 1-2 ในบอลถ้วย และอาทิตย์ต่อมาเจ้าตัวก็ได้ลงเล่นเกมลีกเป็นนัดแรกและสามารถเอาชนะ นีมส์ ไปได้ 1-0 ซึ่งในบอลถ้วย ชิรูด์ ยิงไปได้ 5 ประตูจาก 2 นัด ขณะที่ในเกมลีกเขากดไปได้ 14 ลูกจากการลงเล่นทั้งหมด 27 เกม
    ในการลงเล่นให้กับ ตูร์ส ชิรูด์ สามารถทำผลงานได้ดีเยี่ยมตลอด 2 ฤดู โดยยิงรวมไปทั้งสิ้น 24 ประตูจากการลงเล่น 44 นัด

สโมสร มงเปลลิเยร์ (2010-2012)

    26 มกราคม 2010 ทีมในลีกเอิงอย่าง มงเปลลิเยร์ ก็จัดการคว้าตัว ชิรูด์ มาร่วมทัพด้วยสัญญา 3 ปีครึ่ง และจ่ายค่าตัวให้กับ ตูร์ส ไป 2 ล้านยูโร ทว่าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นตอนวันที่ 1 กรกฎาคม 2010 และเปิดฉากลงเล่นเกมแรกให้กับ มงเปลลิเยร์ ในเกมยุโรปศึก ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกรอบ 3 ซึ่งเป็นการเจอกับทีมจาก จีโยรี่ ทีมจาก ฮังการี่ ซึ่ง ชิรูด์ ก็จัดการซัดประตูแรกได้เลยทันที ซึ่งในฤดูแรกนี้ ชิรูด์ ก็เปลี่ยนเป็นดาวซัลโวประจำทีมทันที จนทำให้ มงเปลลิเยร์ ต้องจับต่อสัญญาเพิ่มไปถึงปี 2014 ชิรูด์ ลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ไปทั้งหมด 73 นัดและยิงไปได้ 33 ประตู

สโมสร อาร์เซน่อล (2012-ปัจจุบัน)
    26 มิถุนายน 2012 อาร์เซน่อล ยักษ์ใหญ่จากศึก พรีเมียร์ลีก จัดการคว้าตัว ชิรูด์ มาเสริมทัพด้วยค่าตัว 9.6 ล้านปอนด์ และใส่เสื้อเบอร์ 12 เขาเปิดฉากเกมแรกกับทัพ ''ปืนใหญ่'' ในเกมลีกตอนวันที่ 18 สิงหาคม 2012 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่พบกับ ซันเดอร์แลนด์ โดยประตูแรกของเขากับ อาร์เซน่อล เกิดขึ้นเมื่อ 26 กันยายน ในเกมลีกคัพ ที่ อาร์เซน่อล เอาชนะ โคเวนทรี่ ไปได้ 6-1 ส่วนประตูแรกของเขาในเกมพรีเมียร์ลีกเกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม ในเกมที่เขาช่วยให้ อาร์เซน่อล เอาชนะ เวสต์แฮม ไปได้ 3-1 ในเดือน พฤศจิกายน 2012 ชิรูด์ ฟอร์มดีจนทำให้ติดอยู่ทีมออฟเดอะวีคของ พรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว ฤดูแรกกับ อาร์เซน่อล ชิรูด์ ยิงไปได้ 17 ประตู 11 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 47 นัด

    ในฤดูที่ 2 กับ อาร์เซน่อล ชิรูด์ มีส่วนช่วยให้ทัพ ''ปืนใหญ่'' คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จหลังเป็นคนยิงจุดโทษให้ทีมเอาชนะ วีแกน ไปได้ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่ในนัดชิงกับ ฮัลล์ ซิตี้ ชิรูด์ จะทำ 1 แอสซิสต์ช่วยให้ อาร์เซน่อล เอาชนะไปได้ 3-2 คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ
    ฤดู 2014-2015 ชิรูด์ พา อาร์เซน่อล เปิดตัวได้อย่างสวยหรูด้วยการทำประตูได้ในเกมที่ อาร์เซน่อล เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-0 ในเกม คอมมูนิตี้ ชิลด์ ทว่า 22 สิงหาคม ชิรูด์ ได้รับอาการบาดเจ็บจนต้องพักยาวถึง 4 เดือน ในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งตอนวันที่ 30 กันยายน 2014 ในวันเกิดครบรอบ 28 ปีของเจ้าตัว ''ปืนใหญ่'' ได้มอบของขวัญให้ด้วยการต่อสัญญากับเขาออกไปถึงปี 2018 และได้รับค่าเหนื่อย 80,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

    ฤดู 2015-2016 ชิรูด์ เปิดฉากประตูแรกในฤดูนี้ได้อย่างสุดสวยด้วยลูกยิง ซิสเซอร์คิก จากการแอสซิสต์ของ เมซุต โอซิล ในเกมที่เจอกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งในฤดูนี้เขาก็สามารถทำแฮททริคแรกในสีเสื้อ ''ปืนใหญ่'' ได้ด้วย ในเกมที่บุกไปเอาชนะ โอลิมเปียกอส 3-0 ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก โดยเขายิงไปได้ 16 ประตูจากการลงเล่น 24 เกมให้กับ อาร์เซน่อล ในฤดูนี้
    ฤดู 2016-2017 ชิรูด์ เปิดตัวด้วยการยิง 2 ประตูใส่ ซันเดอร์แลนด์ ในเกมลีกช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 4-1 วันที่ 1 มกราคม 2017 ชิรูด์ ทำฮือฮาด้วยการยิงลูก สกอร์เปี้ยนคิก ใส่ คริสตัล พาเลซ พา อาร์เซน่อล เอาชนะไปได้ 2-0

ทีมชาติ
    ชิรูด์ ติดทีมชาติฝรั่งเศสตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โดยเหล่านักเตะที่ติดอยู่ในทีมชุดนั้นด้วยก็คือ โยฮาน กูร์กุฟฟ์ และ โยฮาน กาบาย 
    3 พฤศจิกายน 2011 ชิรูด์ ถูกเรียกไปติดทีมชาติชุดใหญ่นัดแรกเพราะตอนนั้นเขาทำผลงานได้ดีเหลือเกินในการลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ซึ่ง ลอรองท์ บลอง เรียกไปเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติ สหรัฐ และ เบลเยี่ยม

    ในศึกบอลโลก 2014 ชิรูด์ สามารถทำประตูได้ด้วยในเกมที่เอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ ไปได้ 5-2 ขณะที่ศึก ยูโร 2016 ชิรูด์ ก็ทำสถิติลงเล่นในนามทีมชาติครบ 50 นัดในเกมที่พบกับ โรมาเนีย ซึ่งเขาก็สามารถทำประตูได้ด้วยจากลูกโหม่ง เขายิงประตูให้กับทัพ ''ตราไก่'' ไปทั้งหมด 21 ลูก จากการลงเล่น 59 นัด

เกียรติประวัติ
– ดาวซัลโว ลีกเอิง : 2011-2012
– ทีมยอดเยี่ยมประจำปี ลีกเอิง : 2011-2012
– นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน พรีเมียร์ลีก : มีนาคม 2015
– รองเท้าทองแดงยูโร : 2016

ufa1688

 

ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

เมื่อพูดถึง โซลชา ก็คงต้องนึกถึง ปีศาจแดง Manchester United หนึ่งในนักเตะช่วงยุคไล่ล่าความสำเร็จและชุดดีที่สุดของสโมสร ภายใต้การคุมทัพของ “ป๋าเฟอร์กี้” แน่นอนหากใครที่เป็นแฟนแมนยู จะต้องรู้จักกับซุปเปอร์ซับคนสำคัญของทีมรายนี้แน่นอน เพราะช่วงไหนก็ตามที่ บรมกุนซือ อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องการผลการแข่งขันและรูปเกมที่เปลี่ยนแปลง โซลชา จึงเป็นตัวเลือกแรกเสมอ จนมีที่มาของคำว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกโซลชา”

ประวัติส่วนตัว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา   ufa1688 

ชื่อ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา / Ole Gunnar Solskjær

เกิดวันที่ : 26 กุมภาพันธ์ 1973 / 26 February 1973

เมือง : คริสเตียนซุนด์ / Kristiansund

ประเทศ : นอร์เวย์ / Norway

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

โซลชา ชอบเล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกเท่านั้น โดยเขาเริ่มเล่นให้กับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 จาก นอร์เวย์ โดยเขาสามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างจัดจ้านจนเป็นที่มีความสนใจของ สโมสรโมลด์ ทีมจากลีกสูงสุดของนอร์เวย์ ก่อนที่จะทำการดึงตัวไปร่วมทีมในปี 1995

เริ่มสนเส้นทางการค้าแข้งกับ โมลด์
MoldeFK-Solskjaer-playing
โซลชา ลงเล่นให้กับโมลด์ที่เป็นทีมแจ้งของเขาในลีกสูงสุดนอร์เวย์

โมลด์ คือ สโมสรแรกที่มอบโอกาสแก่เขาให้สามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็ว่าได้ เขาลงเล่นให้กับ โมลด์ ไป 42 นัด ซัดไปถึง 31 ประตู ได้รับฉายาว่า “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” เขาลงเล่นให้กับสโมสรโมลด์เพียง 2 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะถูกทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลายทั่วทวีปยุโรปจับตามอง ขณะเดียวกันเขาก็ติด ทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ ด้วยในขณะนั้น ก่อนที่ช่วงฤดูร้อน ปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะจัดการควักเงินมูลค่ากว่า 1.5 ล้านปอนด์ (62,193,399 บาท) ดึงตัวมาร่วมทีมปีศาจแดงทันที

โรงละครแห่งความฝัน เส้นทางอาชีพบนลีกสูงสุด England 
หลังจาก โซลชา เก็บข้าวเก็บของย้ายเข้าสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด  ศูนย์หน้ารายนี้ก็ไม่ทำให้ กุนซือจากสกอตแลนด์เสียใจแต่อย่างใด ปีแรกสีเสื้อปีศาจแดง เขาลงสนามไปทั้งหมด 49 ทำได้ไปถึง 19 ประตู พร้อมกับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมมาครอบครอง ที่สำคัญยังสามารถคว้าแชมป์  Premier League  เมืองผู้ดี ซีซั่น 1996/97 มาครองได้สำเร็จ

Solskjaer-in-manutd-1996
โซลชา รับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมปีศาจแดงทันที ตั้งแต่ย้ายมา

ด้วยผลงานอันร้อนแรงของ โซลขา ตั้งแต่ปีแรกในการเป็นหนึ่งพลพรรคแมนยู ทำให้บรรดากองเชียร์ต้องชื่นชอบและหลงใหลในตัวโซลชาอย่างมาก จนกำเนิดฉายา “เพชฌฆาตหน้าทารก” แต่ฤดูกาลของเขากับแมนยูนั้นช่างแตกต่างจากฤดูกาลแรกอย่างสิ้นเชิง นักเตะเจ้าของเบอร์ 20 รายนี้ กับทำผลได้อย่างน่าเสียใจอย่างกับคนละคนกับฤดูกาลแรกที่ย้ายมา จนทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นิ่งนอนใจไม่ไหว ต้องหอบเงินสูงถึง 12 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว ดไวท์ ยอร์ค มาร่วมทีมเพื่อแก้ไขปัญหาปืนฟืดของ โซลชา จนถึงขั้นข่าวลือว่า โซลชา จะต้องขนของออกจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด เลยทีเดียว หลังจบฤดูกาลที่ 2 คือปี 1997/98 เขาลงเล่นไปทั้งหมด 30 นัด ทำได้เพียง 9 ประตูเท่านั้น

จุดเริ่มต้นในฐานะซูเปอร์ซับ
Solskjaer-supersub

หลังจากการมาของ ดไวท์ ยอร์ค เป็นเหตุให้ โซลชา ต้องตกไปเป็นตัวสำรองทันทีแบบอัตโนมัติ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กองหน้าผู้จงรักภัคดีของสโมสรรายนี้ท้อแท้แต่อย่างใด เขาตัดสินใจต่อสู้เพื่อลงแย่งตำแหน่งตัวจริงต่อไป แต่นั่นก็ส่งผลเสียต่อเขาทีเดียว เพราะทุกครั้งที่เขาได้รับโอกาสลงเล่นในฐานะตัวสำรอง เขาก็สามารถเปลี่ยนเกมได้เสมอ จน เฟอร์กูสัน มองว่าการส่งเขาลงเล่นฐานะตัวสำรองจะมีประโยชน์ต่อทีมมากกว่า เพราะโซลชาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์ในการมองเกมของคู่แข่ง รู้ว่าคู่แข่งจะเล่นแบบไหน และเขาต้องเล่นยังไง

บ่อยครั้งที่เขาคิดจะย้ายจากสโมสรเนื่องจากต้องการความเรื่อยๆในการเล่นเล่น แต่ทุกครั้งยอดกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่พาปีศาจแดงยิ่งใหญ่คับเกาะเมืองผู้ดีเวลานั้น ได้บอกกับ โซลชา ว่าเขาคือคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของทีม แน่นอนเมื่อกุนซือที่ได้รับการยอมรับที่สุดเวลานั้น พูดออกมาแบบนี้ ใครกันที่จะไม่ใจอ่อน เป็นเหตุให้ โซลชา ตัดสินใจอยู่ช่วยทีมในตำแหน่งซุปเปอร์ซับต่อไป

วันแห่งประวัติศาตร์ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

จนมาถึงเหตุการณ์ที่เหล่า “สาวกเร้ด อาร์มี่” จำไม่มีวันลืม คือวันที่ทัพแมนยูมีคิวลงเล่นในศึก  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998-1999 นัดชิงชนะเลิศกับ เสือใต้ ในขณะนั้น ทั้งคู่คือยอดทีมแห่งยุค เพราะทั้ง แมนยูและบาเยิร์น ต่างมีลุ้น ทริปเปิ้ลแชมป์ พร้อมกันทั้งคู่ พอเพียงชูถ้วย  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ใบนี้ได้ ก็จำประกาศศักดาความยิ่งใหญ่บนทวีปยุโรปได้สำเร็จ

เมื่อเกมเริ่มขึ้นกลับเป็นทางฝั่ง บาร์เยิร์น มิวนิค เป็นฝ่ายกดดันแมนยูได้เยอะกว่า จนขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 6 จาก มาริโอ บาสเลอร์ และเรียกได้ว่าทางฝั่งเสือใต้เป็นฝ่ายกดดันอยู่ฝั่งเดียว ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะแก้ด้วยการส่ง เท็ดดี้ เชอริงแฮม ลงมาแทน เจสเปอร์ บลอมควิสต์ นาทีที่ 67 แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จนสุดท้ายเขาตัดสินใจส่งกองหน้าซุปเปอร์ซับ อย่าง กุนนาร์ โซลชา ลงมาในนาทีที่ 81 และนั่นทำให้พวกเขาสามารถกดดัน บาร์เยิร์น มิวนิค อย่างเรื่อยๆ และนาทีที่ 91 ก็เป็นหนึ่งในตัวสำรองที่ถูกส่งมาอย่าง เชอริงแฮม ซัดทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนที่จะเข้าสู่นาทีสุดท้ายของการทดเวลา ก็เป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ซัดประตูชัยเหนือยอดทีมจากเยอรมันไป 2-1 คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จอย่างมันส์สุดๆ

วันที่ยุติการอาชีพค้าแข้งกับแมนยูไนเต็ด
solskjaer-retired-manu

นักเตะทุกคนต่างต้องมีวันที่ต้องเลิกเล่นหรือแขวนสตั๊ด เช่นเดียว ยอดศูนย์หน้าขวัญใจสาวกปีศาจแดง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็มีวันนั้นเหมือนกัน เขาตัดสินใจยุติอาชีพของตัวเองกับ Manchester United หลังจากจบฤดูกาล 2006-2007 โดยฤดูกาลนั้นเขาสามารถนำทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ตลอดอาชีพการค้าแข้งของ “เพชฌฆาตหน้าทารก” ลงเล่นไปกว่า 420 นัด ทำไปทั้งหมด 167 ประตู แบ่งเป็น โมลด์ 54 นัด ทำไป 41 ประตู และ แมนฯ ยู 366 นัด ทำไป 126 ประตู เขารับใช้ปีศาจแดงยาวนานกว่า 11 ปีพร้อมกัน

ก้าวแรกจากนักเตะสู่กุนซือ
solskjaer-manager-molde-team
โมลด์ ดึงโซลชาคุมทีมอย่างเป็นทางการทีม ก่อนคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย

หลังจากจบลงหน้าที่นักเตะ ตัวเขาได้เข้ารับงานเป็นโค้ชศูนย์หน้าให้กับ แมน ยูไนเต็ด ระหว่างที่ท่านเซอร์ยังคงคุมแมนยูต่อไป ก่อนที่เวลาต่อมาจะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเป็น กุนซือ ชุดสำรองของพลพรรคปีศาจแดง ที่สำคัญยังสามารถนำทัพแมนยูชุดสำรอง (U23) คว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย อย่าง แชมป์ พรีเมียร์ ลีก ชุดสำรอง 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย, แชมป์  Premier League  สำรองตอนเหนือ 1 สมัย และสุดท้าย แชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย เรียกได้ว่า โซลชา มีแววทางด้านกุนซือมาแต่ไกล

จากผลงานคุมทีมอันยอดเยี่ยมของตัวเขา ทำให้สโมสรแจ้งเกิดของเขาอย่าง โมลด์ ติดต่อให้รับงานไปคุมทีมชุดใหญ่ ทำให้นี่เป็นโอกาสทองของ โซลชา ที่จะได้โชว์ผลงานกับการคุมทัพชุดใหญ่ และเขาก็ไม่ทำให้สโมสรเก่าเสียใจ ด้วยการพา โมลด์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ มาได้ 2 สมัย และแถมด้วยบอลถ้วย นอร์เวย์ คัพ อีก 1 ถ้วยตามมา

ความยากลำบากในการนำทีมลงเล่นพรีเมียร์ ลีก
แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก โซลชา เมื่อเขาตอบตกลงในการเข้ามาคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พร้อมกับภารกิจที่หนักอึ้งในการที่ต้องพา คาร์ดิฟฟ์  ซิตี้ อยู่รอดปลอดภัยบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ประจำฤดูกาล 2013/2014 แต่นั่นก็ไม่มีใช่เรื่องง่ายกับทุกคน เขาพา “บลูเบิร์ด” ลงเล่นไปทั้งหมด 18 นัด ชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 12 นัด คาร์ดิฟฟ์ ต้องตกชั้นลงไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนเลยทีเดียว

solskjaer-cardiff-manager-team
โซลชา รับเผือกร้อนคุมสโมสรคาร์ดิฟฟ์ เพื่อไม่ให้ตกชั้น Premier League 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะโดนเด้งออกจากเก้าอี้ทันที หลังจากทัพ “บลูเบิร์ด” ตกชั้นลงมา เขายังก็คงได้รับโอกาสคุมทีมต่อไปอีก แต่ผลงานยังคงไม่พัฒนาไปไหน ทำให้ช่วงปลายปี 2014  เขาโดนเด้งออกจากตำแหน่งกุนซือ ก่อนที่จะกลับไปรับงานกุนซือที่ โมลด์ อีกครั้งในเดือน ตุลาคม 2015

ภารกิจปลุกวิญญาณปีศาจแดงขึ้นจากหลุมอีกครั้ง
และวันที่สาวกปีศาจแดงรอคอยก็มาถึง กับกลับมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง ในฐานะตำแหน่งกุนซือของทีม แมนฯ ยู พร้อมกับภารกิจในการคืนชีพแมนยูให้กลับมาผงาดอีกครั้งบนยุโรป โซลชา ได้รับการแต่งตั้งเป็น กุนซือชั่วคราวของ Manchester United จนจบลงฤดูกาล 2018-2019 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ ฝากผลงานไว้อย่างย่ำแย่ ซึ่งนัดสุดท้ายของ มูรินโญ่ คือการนำทีมไปแพ้คู่ปรับตลอดกาลอย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล แบบหมดหนทางสู้ 1-3

การกลับมาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เขาให้คำสัญญาว่าจะให้ ปอล ปอกบา เป็นศูนย์กลางการทำเกมภายใต้แผนการคุมสโมสรของเขา และนั่นก็คือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ ปอล ปอกบา เค้นฟอร์มการเล่นที่สุดยอดออกมาได้ พร้อมทั้งซัดไปแล้ว 5 ประตู จ่ายอีก 4 ลูก ซึ่งแตกต่างจากสมัย มูรินโญ่ แบบสุดๆ

solskjaer-return-manu-manager

ทั้งหมดคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อีกหนึ่งสุดยอดตำนานตลอดกาลของ Manchester United ต้องมาเอาช่วยกันว่า กุนซือสัญชาตินอร์เวย์รายได้นี้ จะทำผลงานได้อย่างสุดยอด เหมือนสมัยลงเล่นเป็นนักฟุตบอลได้หรือไม่

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เกิดที่เมือง คริสเตียนซันด์ ประเทศนอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 หลังจากที่เล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกกับทีม เคลาเซเนนเก้น ในดิวิชั่น 3 ของนอร์เวย์ เขาก็ย้ายไปเล่นให้กับโมลด์ ในพรีเมียร์ ลีก นอร์เวย์ ปี 1995 และด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาติดทีมชาตินอร์เวย์ และใช้เวลาไม่นานเลยที่จะทำให้สโมสรใหญ่ๆ หลายสโมสรในยุโรปสนใจในตัวเขา ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขาเองทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์"

ในช่วงฤดูร้อนปี 1996 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือแมนฯ ยู ก็ตกลงใช้บริการเขาด้วยการซื้อตัวจากโมลด์ ในราคา 1.5 ล้านปอนด์ และเขาสามารถยิงประตูให้กับทีมได้ครั้งแรกในนัดที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และตั้งแต่นั้นมาก็ดูเหมือนว่าเขาจะยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่เป็นการถาวรเลยทีเดียว ด้วยจำนวน 19 ประตู (18 ประตูในลีก) พร้อมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวของทีม และได้เหรียญพรีเมียร์ชิพ คล้องคอเป็นเหรียญแรกของเขาหลังจบฤดูกาล

เขากลายเป็น "เพชรฆาตหน้าทารก" ที่ได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนทีมแมนฯ ยู และจากฟอร์มการเล่นของเขาตลอดฤดูกาลแรกกับทีมปีศาจแดงนั้นอาจจะทำให้กุนซือเก่าของเขาคิดเสียดายว่าทำไมไม่ขายเขาให้แมนฯ ยู แพงกว่านี้นะ!

ในช่วงต้นฤดูกาล 1998-1999 มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าเขาอาจจะย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เนื่องจากการย้ายมาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ของ ดไวท์ ยอร์ค แต่ยังไงก็ดี ครั้งนี้ต้องเครดิตให้กับตัวเขาเองเต็มๆ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป และพร้อมที่จะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งศูนย์หน้า แม้ว่าหลังจากนี้เขาจะกลายเป็นตัวสำรองของทีมอยู่เป็นโดยมาก แต่ประตูชัยที่เขายิงให้กับทีมในนัดที่เอาชนะหงส์แดง ในเอฟเอ คัพ รอบ 4 และการยิงถึง 4 ประตูในเวลาเพียง 13 นาที ในนัดที่เอาชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8 – 1 ใน 2 อาทิตย์ถัดมา ก็ทำให้เขาเป็นที่กล่าวขวัญถึง และได้รับสมญานามจากสื่อในเมืองผู้ดีว่า "สุดยอดตัวสำรอง"

การยิง 4 ประตูใน 13 นาทีของเขากลายเป็น Stats ใหม่ของฟุตบอล England  แต่ยังไงก็ดีการลงสนามของเขาก็ยังคงน้อยครั้ง แม้ว่าจะได้เดินลงสนามเป็นหนึ่งใน 11 นักเตะในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แต่เขาก็ต้องกลับไปนั่งม้านั่งสำรองอีกในนัดที่พบกับเสือใต้ ในศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ แต่ก็เหมือนเป็นลางดีบางอย่าง ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาถูกเรียกตัวจากม้านั่งข้างสนาม และเขาก็ได้กลายเป็นผู้ที่นำชัยชนะให้กับทีมในวินาทีสุดท้าย จนทำให้แฟนๆ ต้องร้องเพลง "Who put the ball in the Germans' net……?"

กับทีมชาตินอร์เวย์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีรายชื่อติดทีมชาติเพื่อไปสู้ศึกฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส และทีมก็เข้าถึงรอบ 2 ในรายการนี้ กับสโมสรในฤดูกาล 1999-2000 สำหรับเขาก็ไม่แตกต่างจากเดิมด้วยการเป็นตัวสำรองกว่า 50% แต่เขาก็สามารถทำประตูให้กับทีมได้ 15 ประตู ในการลงเล่นเป็นตัวจริง 20 นัดและตัวสำรอง 21 นัด และหลังต่อไปก็มีข่าวอีกว่าไก่เดือยทอง และลีดส์ สนใจที่จะซื้อตัวเขาไปร่วมทีม แต่ในที่สุดช่วงท้ายฤดูกาลเขาก็ต่อสัญญากับทีม โดยสัญญานี้จะทำให้เขาอยู่กับทีมไปจนกระทั่งอายุครบ 33 ปี

เขามีชื่อติดทีมชาตินอร์เวย์ ในศึกยูโร 2000 แต่เขาก็ไม่สามารถทำประตูได้ ทั้งนอร์เวย์ก็ไม่สามารถผ่านรอบแรกไปได้ แต่ยังไงก็ดีหลังต่อไปเขาก็ได้รับข่าวดีเมื่อภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกชายคนแรกชื่อว่า โนอาห์ แม้ว่าเขาจะเล่นในตำแหน่งตัวสำรองมาเสียโดยมากแต่เขาก็สามารถทำประตูที่ 100 ให้กับทีมได้ ในนัดที่หนึ่งของฤดูกาล 2002-2003 ซึ่งทีมเอาชนะเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน มาได้ 1 – 0

ขณะนี้เขาเป็นคุณพ่อลูก 2 แล้ว โดยภรรยาเขาได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 ซึ่งเป็นลูกสาว ชื่อว่า คาร์น่า ซึ่งเกิดในวันที่ 3 มีนาคม 2003 จนถึงขณะนี้เขาทำประตูให้กับสโมสรไปแล้ว 115 ประตู ถือว่าเป็น Stats ที่ดีทีเดียวสำหรับผู้ที่ลงเตะในตำแหน่งตัวสำรองเสียเป็นส่วนมาก

ในฤดูกาล 2003-2004 หลังจากสามารถยิงประตูแรกในฤดูกาลของตัวเองในนัดที่พบกับ พานาธิไนกอส ในศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนกันยายนแล้ว เขาก็ต้องพบกับอาการเดี้ยงในระหว่างการแข่งขัน และต้องเปลี่ยนตัวออกในช่วงหมดครึ่งแรก ในครั้งนี้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดและต้องพักนานกว่า 5 เดือน นั่นก็หมายความว่าในฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นเพียง 19 นัดและทำประตูให้กับทีมได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น แม้ว่าเขาสามารถกลับมาฝึกซ้อมได้อีกครั้งในช่วงต้นปี 2004 แต่ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งบริเวณหัวเข่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นั่นก็จะทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามให้กับทีมไปตลอดทั้งฤดูกาล 2004-2005

แต่ยังไงก็ดี เขาก็ยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ ปีศาจแดงที่ยังคงร้องเพลงกึกก็งให้เขาอยู่เสมอ "Please don't take my Solskjaer away"

ประวัติ อาเลสซันโดร เนสตา

อาเลสซานโดร เนสตา (Alessandro Nesta) เกิดตอนวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1976 ในกรุงโรมประเทศอิตาลี เป็นนักเตะตำแหน่งกองหลัง ปัจจุบันเล่นอยู่กับเอซี มิลาน ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเล่นอยู่สโมสรลาซิโอ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับเอซี มิลาน ในปี 2002 ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านยูโร    ufa1688 

เนสตาเริ่มเป็นนักเตะเยาวชนฝึกหัดกับสโมสรบอลลาซิโอตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 ซึ่งฝึกอยู่หลายต่ำแหน่งทั้งกองหน้า กองกลาง และ กองหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่เล่นได้ดีที่สุด ในปี 1996 เนสตา พาทีมชาติอิตาลีชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี คว้าแชมป์บอลยุโรปชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ได้สำเร็จโดยชนะเหนือทีมชาติสเปน และได้เล่นให้กับอิตาลีชุดใหญ่นัดแรกพบกับมอลโดวา ในวันที่ 5 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1996 และในปีต่อมาก็ได้แชมป์โคปาอิตาเลีย กับทีมสโมสร ลาซิโอ หลังจากได้ชัยชนะเหนือ เอซี มิลาน และประสบความสำเร็จสูงสุดในฤดูปี 1999-2000 เมื่อพาทีมลาซิโอได้ดับเบิลแชมป์ คือได้ทั้ง แชมป์ลีกกัลโช่เซเรียอา และ แชมป์อิตาเลียนคัพ ช่วงที่อยู่กับสโมสรลาซิโอโดยเฉพาะเมื่อทีมลาซิโอเผชิญหน้ากับทีมโรม่า นั้นก็ได้มีการเปรียบเทียบกับทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง โรม่า ว่า ทางโรม่ามี ฟรานเชสโก ต๊อตติ กองกลางตัวเก่งซึ่งใช้เสื้อหมายเลข 10 ส่วนทาง ลาซิโอก็มี อเลสซานโดร เนสตา ปราการหลังตัวเก่งที่ใช้เสื้อหมายเลข 13 เอาไว้ต่อกรเช่นกัน และมีท่าทีว่าทั้งคู่จะเป็นสัญลักษณ์ของทีมเหมือนกับเปาโล มัลดีนี ที่อยู่กับ เอซี มิลาน มาโดยตลอด

ในปี 2002-2003 ทีมลาซิโอที่มีปัญหาทางการเงินจึงจำเป็นต้องขายนักเตะที่สำคัญ หนึ่งในนั้นก็มี เนสตา อยู่ด้วย ลาซิโอตัดสินใจขายเนสตาให้กับมิลาน ภายหลังที่ เนสตาย้ายไปอยู่กับเอซี มิลาน และมีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จมากขึ้น ด้วยการพาทีม เอซี มิลาน ได้แชมป์ลีกเซเรียอาในฤดกาล 2003-2004 ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ และ โคปาอิตาเลีย ปัจจุบันเนสตายังคงค้าแข้งอยู่กับเอซี มิลาน และเป็นกองหลังตัวสำคัญในทีมชาติอิตาลีแต่แทบไม่มีส่วนช่วยให้ทีมชาติอิตาลีเป็นแชมป์บอลโลก ปี ค.ศ. 2006 เพราะเหตุว่าในการแข่งขันบอลโลกคราวนี้ เนสตา มีอาการบาดเจ็บจึงได้เป็นผู้เล่นสำรองซึ่งทดแทนโดย มาร์โค มาเตรัสซี แต่เนสตาก็มีส่วนช่วยให้ทีมชาติอิตาลีผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นบอลโลกในรอบสุดท้ายได้ สุดยอดปราการเหล็ก กำแพงเหล็กอิตาลี.

วันนี้วันเกิดของเขาด้วยจะเล่าย้อนรอยความหลังให้ฟังสักหน่อยต้องแอบเมียพิมพ์เลยนะเว้ยเห้ย. 555+.

เอาหล่ะเริ่มเลยแล้วกันอเลสซานโดร หรือชื่อเล่นสั้นๆว่า ซานโดร

เนสต้าเด็กน้อยชาวโรมเติบโตขึ้นกับลาซิโอชายผู้ศึกษาและทำการค้นพบและให้โอกาสแก่เนสต้าคือซเดเน็ก ซีแมนกุนซือคู่บุญของเป้ปเป้ ซิญญอรี่กองหน้าตำนานลาซิโอ…ในโปรเจคของสโมสรฟ้าขาวที่คิดการใหญ่อยากคว้าแชมป์กัลโช่มาเป็นประวัติศาสตร์สโมสรให้ได้อย่างที่แฟนคลับอย่างเราทราบๆกันลาซิโอตอนนั้นเป็นทีมที่มีแนวรุกอันโดดเด่นทั้งเป้ปเป้ ซิญญอรี่ ปิแอรลุยจิ กาซิรากี้ แต่ในแนวรับนั้นกลับสวนทางในการสัมมนานั้นประธานสโมสรกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าทีมต้องการกองหลังที่ต้องเป็นกองหลังระดับโลกเท่านั้น…เมื่อได้ยิน ซเดเน็กซีแมนที่อยู่ในที่ประชุมก็กล่าวทันทีว่าคุณต้องการกองหลังแบบนั้นเหรอไม่จำเป็นต้องไปหาที่ไหนหรอกในทีมเราก็มีอยู่คนนึง…ใช่แล้วซีแมนกล่าวถึงเจ้าหนูซานโดร เนสต้าในวัย 16ปีนั่นเอง.

และเขาก็เริ่มลงสนามให้กับลาซิโอแต่แล้วชีวิตมันก็มีเรื่องดราม่า..ในการซ้อมทีมพอลแกสคอยน์กองกลางดาวดังจากประเทศอังกฤษที่สโมสรได้ทุ่มเงินซื้อมาถูกเจ้าหนูเนสต้าแทงจนขาหัก…ในเหตุการ์ณนั้นเนสต้าตกอกตกใจมากเขาขอโทษเจ้าแก๊สซ่าทั้งน้ำตาซึ่งพอลก็ตอบว่าไม่เป็นไรให้ลืมมันซะ.

ภายหลังฝีเท้าของเนสต้าพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามเกมส์ที่เขาได้ลงเล่นและเขาเป็นดั่งที่ซีแมนว่าไว้จริงๆเนสต้าแปลงเป็นกองหลังที่โดดเด่นเขาติดทีมชาติอิตาลีอย่างรวดเร็วในยุคของเซซาเร่ มัลดินี่ซึ่งมัลดินี่ที่รู้จักฝีเท้าของเขาเป็นอย่างดีเพราะช่วยกันคว้าแชมป์ยุโรปในชุดยู 21 มาดังนั่นในบอลโลกปี 98ทีมของเซซาเร่ จึงหนีบเนสต้าไปด้วยแต่จริงๆแล้วชั้นเชิงของเนสต้าก็เตะตาช้าคคี่และเอาไปลุยยูโร 96ด้วยมาก่อนแล้วแต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ลงแม้แต่นัดเดียวในตอนนั้นเนสต้ามีอายุเพียง20ปีเท่านั้นแต่ในบอลโลก98เซซาเร่ใช้เนสต้าเป็นตัวหลักใกล้เคียงคันนาวาโร่และคอสตาร์คูรต้าแต่แล้วในนัดที่สามกับออสเตรียเขาพลาดจากการเข้าปะทะเอ็นขาดต้องพักนานกว่าครึ่งปี…และคราวนี้เขากลับมาในภาพลักษณ์ใหม่ผมยาวกับหน้าคมเข้มส่วนในสโมสรลาซิโอตอนนั้นทีมดันเสวนโกรันอีริคสันขึ้นเป็นโค้ชแล้วพร้อมทุ่มเงินซื้อสตาร์มาอย่างมากทั้งพาเวลเน็ดเว็ด ฮวนเวรอนและอีกหลายต่อผู้คนจำนวนมากแต่เนสต้าก็ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีม.และเสวนนี่เองที่พาลาซิโอคว้าแชมป์ซีรีย์เอได้สำเร็จและเนสต้าคือกัปตันทีมชุดนั้น….ในภายหลังสโมสรประสบปัญหาถังแตกการลงทุนผิดพลาดอย่างมากไม่ว่าเมนดิเอต้าและอีกหลายๆคนสโมสรได้จำใจต้องขายแทบทุกตำแหน่งแน่ๆกัปตันของพวกเขาด้วย.

ในการซื้อตัวเนสต้านั้นเป็นที่สนใจของหลายๆทีมแม้แต้อเล็กซ์ เฟอรกูสันยังมานั่งชมฟอร์มของเนสต้าด้วยแต่สุดท้ายเป็นมิลานที่ฉกตัวหัวหน้าทีมลาซิโอมาได้สำเร็จตัดหน้าอินเตอร์ที่กันเลข 13 ไว้ให้เนสต้าแล้วด้วยซ้ำจนอินเตอร์ต้องหันไปคว้าคันนาวาโร่มาแทนในที่สุด..ที่มิลานเนสต้าได้ผนึกกำลังกับโคตรตำนานทั้งมัลดินี่ คอสตาคูร์ตาร์ และอีกหลายๆคนจนโกยแชมป์เป็นว่าเล่นและในทีมชาติเนสต้าก็ไปจนถึงฝั่งฝันกับรางวัลแชมป์โลกในปี 2006 ที่เขาก็ลงเล่นไปเพียงสามนัดและก็เจ็บจนแปลงเป็นมาเตรัซซี่ลงมาเล่นแทน.

เคร็ก ดั๊กลาส เบลลามี่ กับ ลิเวอร์พูล

ufa1688 เดือนมิถุนายน ปี 2006 เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดอย่างหนักว่าลิเวอร์พูลอยากได้ตัวเบลลามี่มาร่วมทีม และเบลลามี่ก็ได้ออกมาพูดในทำนองว่าคงเป็นเรื่องที่ดีหากตนเองได้เล่นในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง ทำให้หลายฝ่ายมั่นใจว่าเขาจะย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูล

วันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2006 เบลลามี่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะผู้เล่นของลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 6 ล้าน 5 แสนปอนด์ ภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ และยิงประตูแรกในลีกให้ต้นสังกัดใหม่ได้ในเกมส์พบแบล็คเบิร์น โรเวอร์สสโมสรเดิมของเขา และเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมส์พบวีแกน แอธเลติก ซึ่งทีมเอาชนะได้ 4-0 โดยเขายิงคนเดียว 2 ประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงอีก1ประตู และเกมส์นั้นเป็นเกมส์แรกที่เขาเล่นหลังพ้นข้อกล่าวหาในคดีทำรายร่างกายผู้หญิง2คนที่หน้าไนท์คลับ เมืองคาร์ดิฟฟ์ โดยฤดูกาลนั้นเขายิงในลีกให้ลิเวอร์พูล 7 ประตู

แม้ตัวเขาจะย้ายมาลิเวอร์พูลแล้วแต่สงครามระหว่างเขาและนิวคาสเซิ่ลต้นสังกัดเก่าดูเหมือนจะยังไม่จบ เมื่อวันที่ 20 กันยายน ปี 2006 หลังเกมส์ที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะนิวคาสเซิ่ลไปได้ 2-0 เบลลามี่และเทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ อดีตดาวดังทีมชาติอังกฤษซึ่งเป็นสตาฟฟ์โค้ชของนิวคาสเซิ่ล ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นสาวหมัดใส่กันในอุโมงค์ที่สนามแอนด์ฟิลด์ก่อนจะมีคนจับทั้งคู่แยกออกจากกัน

และเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตะลึงในช่วงเวลาระหว่างเขาและลิเวอร์พูลนั้นเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 ในขณะที่ทีมกำลังเก็บตัวฝึกซ้อมที่โปรตุเกส และมีการสังสรรค์กันที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง เบลลามี่ได้เซ้าซี้ให้ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ กองหลังของทีมแข่งร้องคาราโอเกะ แต่กลับถูกรีเซ่ปฏิเสธและตะคอกใส่จึงทำให้เขารู้สึกเสียหน้า จึงนำไม้กอล์ฟไปฟาดขาของรีเซ่ในสภาพมึนเมาควบคุมสติไม่ได้ เหตุการณ์นั้นทำให้ทั้งคู่ถูกปรับเงินกันคนละ2สัปดาห์ และได้ออกมาขอโทษผู้จัดการและเพื่อนร่วมทีมภายหลัง

เกมส์แรกหลังเหตุการณ์ดังกล่าวลิเวอร์พูลต้องออกไปเยือนบาร์เซโลนา หลังจากเดโก้ยิงประตูให้บาร์เซโลนาขึ้นนำ 1-0 เบลลามี่ก็ยิงประตูตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จและฉลองการทำประตูด้วยท่าสวิงไม้กอล์ฟเป็นการระบายความอัดอั้น หลังจากนั้นเขาก็เป็นคนส่งบอลให้รีเซ่คู่กรณีที่โปรตุเกสยิงประตูชัยพาทีมพลิกชนะ 2-1 และเป็นการยุติความขัดแย้งของทั้งคู่

การที่เขาไม่ใช่ผู้เล่นตัวจริงจึงทำให้ไม่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอและมีปัญหาด้ารการสื่อสารกับราฟาเอล เบนิเตซผู้จัดการทีม เขาจึงตัดสินใจย้ายทีมเมื่อจบฤดูกาล และมีหลายสโมสรสนใจอยากได้ตัวเขาเช่นแอสตันวิลลา,ยูเวนตุส ในที่สุดราฟาเอล เบนิเตซก็ออกมายืนยันว่าเบลลามี่จะย้ายไปร่วมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 7 ล้าน 5 แสนปอนด์

เคเนดี

ufa1688 โรแบร์ต เคเนดี นือเนส นัสซิเมนตู (เกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996) เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งปีกให้กับเฆตาเฟ โดยเป็นการยืมตัวจากเชลซี เขาเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในวัย 17 ปี ให้กับฟลูนิเนงเซ เขายิงได้ 5 ประตูจากการลงเล่น 40 นัด ก่อนที่ในปี 2015 จะย้ายไปเชลซี ด้วยค่าตัว 6.3 ล้านปอนด์ เคเนดีเป็นตัวแทนของทีมชาติบราซิลในรุ่นอายุไม่เกิน 17 และ 20 ปี

สโมสร
วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2015 ฟลูนิเนงเซ ประกาศจะขายเคเนดีให้กับสโมสรแห่งหนึ่งที่ไม่เอ่ยชื่อ โดยค่าตัวที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 6.3 ล้านปอนด์[4] ต่อมามีการยืนยันว่า เคเนดีได้ลงฝึกซ้อมกับเชลซีในเกมกระชับมิตรพบกับบาร์เซโลนา โดยเคเนดีได้รับอนุญาตจากฟลูนิเนงเซให้ลงเล่นให้กับเชลซีได้ แม้ว่าเขาจะยังไม่เซ็นสัญญาก็ตาม ต่อมา โชเซ มูรีนโย กล่าวว่า เชลซีจะเก็บเคเนดีไว้เล่นในพรีเมียร์ลีก แทนที่จะปล่อยยืมตัวให้กับวิเทสส์ ต่อมาในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 2015 เชลซีซื้อตัวเคเนดีสำเร็จ

ในสัปดาห์ถัดมา เคเนดี ลงเล่นเป็นตัวสำรองนัดแรก ในนัดที่เชลซีพ่ายแพ้ คริสตัลพาเลซ คาบ้าน 1–2 ต่อมาในวันที่ 23 กันยายน เขาทำประตูแรกในนามสโมสร ในลีกคัพ รอบที่สาม อีกทั้งยังจ่ายบอลให้กับรามีริส ช่วยให้ เชลซี เอาชนะ วัลซอลล์ ไปได้ 4–1 ประตูแรกในลีกของเคเนดี เกิดขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ในนัดที่เชลซีชนะ นอริชซิตี 2–1 โดยเขายิงประตูนี้ในวินาทีที่ 39 นับเป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015–16

ในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เคเนดีย้ายไปวอตฟอร์ดแบบยืมตัวจนจบฤดูกาล โดยทำเรื่องยินยอมร่วมกับเชลซีแล้ว

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 เคเนดีถูกปล่อยยืมตัวให้กับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขาย ต่อมาในฤดูกาล 2018–19 เขาถูกปล่อยยืมตัวให้กับนิวคาสเซิลอีกครั้งหนึ่ง

ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2019 เคเนดีถูกปล่อยยืมตัวให้กับเฆตาเฟในลาลิกา

 

เจมส์ มิลเนอร์ กับ แมนเชสเตอร์ซิตี

ufa1688  ในวันที่ 17 เดือนสิงหาคม 2010 มีรายงานว่า แอสตันวิลลา ได้ตกลงข้อเสนอของแมนเชสเตอร์ซิตีที่จะขายมิลเนอร์ในราคา 26 ล้านปอนด์  ซึ่งรวมข้อเสนอที่มีการแลกเปลี่ยนผู้เล่นของสตีเฟ่นไอร์แลนด์ ด้วย มิลเนอร์เปิดตัวนัดแรกให้กับซิตี้ ในวันที่ 23 สิงหาคม 2010 ในเกมเปิดบ้านเอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-0 โดยที่เขาเซ็ตบอลให้กับอดีตเพื่อนร่วมทีมวิลล่า แกเร็ธ แบร์รี่ มิลเนอร์ทำประตูแรกในเสื้อแมนเชสเตอร์ซิตี ในการแข่งขันเอฟเอคัพ รอบที่ 3 กับ เลสเตอร์ซิตีซึ่งจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2.  ที่เลสเตอร์จับคู่เป็น จุดเริ่มต้นของการทำงานถ้วยที่เห็นแมนเชสเตอร์ซิตีถึง 2011 รอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ มิลเนอร์ใช้แทนแมนเชสเตอร์ซิตีชนะสโต๊คซิตี้ 1-0 ที่จะชนะถ้วย. 

มิลเนอร์ทำแต้มแรกเป้าหมายของเขาในพรีเมียร์ลีกแมนเชสเตอร์ซิตีกับเอฟเวอร์ตันในวันที่ 24 กันยายน 2011 สองแมตช์ต่อมาเขาทำแต้มที่สองของเขากับอดีตสโมสรแอสตันวิลลาชนะ 4-1 สัปดาห์ต่อมามิลเนอร์มีมือในสองประตูแมนเชสเตอร์ซิตีชนะแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ที่ Old Trafford 6-1, ก่อให้เกิดความพ่ายแพ้ในบ้านลีกแมนฯ ยูไนเต็ดที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930 เมื่อวันที่ 3 เดือนมกราคม 2012, มิลเนอร์ทำประตูที่สามของเขา ฤดูโทษกับลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ซิตีชนะการแข่งขัน 3-0 ในช่วงเวลาของฤดูกาล 2011-12 มิลเนอร์ทำ 26 พรีเมียร์ลีกแมนเชสเตอร์ซิตีได้รับรางวัลชื่อลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ที่ 6 ตุลาคม 2012, มิลเนอร์ทำประตูแรกของฤดูกาล 2012-13 จากฟรีคิกในการปิดผนึกเอาชนะซันเดอร์ 3-0.  เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่เขาได้รับเป็นครั้งแรกบัตรสีแดงของเขาในพรีเมียร์ลีกใน 2- ชนะ 1 ที่เวสต์บรอมวิชอัลเบียน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่เขายิงไปที่วีแกนแอ ธ เลติกในชนะซิตี้ 2-0 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2013, เขาเปิดประตูเมืองใน 2-0 ชนะไปที่อาร์เซนอลก็เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นตีได้คะแนนไปที่อาร์เซนอลในลีกมาตั้งแต่ปี 2007 และซิตี้ชนะครั้งแรกในลีกที่อาร์เซนอลตั้งแต่ปี 1975 ในวันที่ 8 เมษายนที่เขายิงในแมนเชสเตอร์ดาร์บี้เป็นซิตี้ชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1 ที่ Old Trafford

ที่ 10 ธันวาคม 2013 มิลเนอร์ทำแต้มชนะเป้าหมายในการเอาชนะแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีกบาเยิร์นมิวนิกที่อลิอันซ์อารีน่าในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3-2 กลายเป็นผู้เล่นคนแรกของอังกฤษที่จะทำคะแนนสำหรับแมนเชสเตอร์ซิตีในการแข่งขันฤดูกาล

เซร์คิโอ รามอส

ufa1688 

 แฟนๆของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องตื่นจากความฝันในการคว้าตัว เซร์คิโอ รามอส เสียเเล้ว หลังจากที่ดาวเตะทีมชาติสเปนเตรียมได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของ เรอัล มาดริด

      มาร์ก้า สื่อชื่อดังของสเปน ยืนยันว่า รามอส จะขยับซีขึ้นอีกหนึ่งขั้นหลัง ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือขคนใหม่ของ ราชันชุดขาว เตรียมมอบหมายให้เขาเป็นกัปตันทีมหลังจากที่ อิเคร์ กาซิยาส กัปตันทีมคนเก่าได้ย้ายไปอยู่กับ เอฟซี ปอร์โต้

      รามอส มีข่าวเชื่อมโยงกับ ยูไนเต็ด อย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา และหลายสื่อยังดึงเขาเข้าไปมีเอี่ยวกับการซื้อตัว ดาบิด เด เคอา นายทวารของปีศาจเเดงอีกด้วย

      หาก รามอส ได้เป็นกัปตันทีมคนใหม่จริงนั่นเท่ากับว่าเขาจะอยู่กับ เรอัล มาดริด ต่อไปอย่างแน่นอน และการย้ายทีมในฤดูกาลนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ซึ่งนั่นอาจทำให้ ยูไนเต็ด ต้องมองหาแนวรับระดับท๊อปตัวใหม่มาเสริมทีมกันต่อไป

      รามอส วัย 29 ปีลงสนามให้กับ มาดริด ทั้งหมด 35 เกมในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเขาทำประตูได้ถึง 7 ประตู นอกจากนี้ยังทำไปอีก 1 แอสซิสต์อีกด้วย
 
ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีกองหลังคนไหนจะได้รับการยกย่องและจับตามองเท่า เซร์คิโอ รามอส แบ๊กสุดหล่อผมสลวยของเรอัล มาดริดอีกแล้ว

นอกจากจะยืนตรงไหนก็ได้ในแผงหลัง ไม่เฉพาะตำแหน่งถนัดอย่างแบ๊กขวา รามอสยังมีทักษะเยี่ยมในการสกัดบอล เปิดบอลแม่นยำ และยังเป็นกองหลังจอมซัลโว สังหารประตูได้มากมายด้วย

เนื่องจากเกิดที่เซบีย่า รามอสจึงเป็นเด็กสร้างของทีมเยาวชนเซบีย่านั่นเอง เขาเริ่มต้นจากตำแหน่งแบ๊กขวา ซึ่งเจ้าตัวทำได้ดี และมักจะเติมเกมบุกทุกครั้งที่มีโอกาส

เขาได้ประเดิมเวทีลาลีกาให้เซบีย่าชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมที่พ่ายต่อเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า 0-1 เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2004 หลังจากโชว์ลีลาในลีกสูงสุดของสเปนได้ 2 ปี รามอสก็เป็นที่รู้จัก กระทั่งเรอัลมาดริด ยอดทีมประจำลาลีกาเห็นแววจึงทุ่มเงิน 27 ล้านยูโร ซื้อมาร่วมทีม

กองหลังผมยาวเซ็นสัญญายาวถึง 8 ปี โดยที่มูลค่ารวมทั้งหมดถึง 85 ล้านยูโรเลยทีเดียว เมื่อย้ายมาสู่รังซานติอาโก เบร์นาเบว เขาได้รับมอบหมายให้สวมเบอร์ 4 ซึ่งเดิมเป็นของเฟร์นันโด เอียร์โร่ อดีตกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ของชุดขาว

เขายิงประตูแรกให้เรอัล มาดริด ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกที่พ่ายต่อโอลิมเปียกอส เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2005 โดยในช่วงแรกๆ ที่อยู่กับเรอัล รามอสโดนจับไปยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก และในช่วงที่ทีมเจอปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บรุมเร้า รามอสยังต้องทำหน้าที่มิดฟิลด์ตัวรับขัดตาทัพไปก่อนด้วย

ไม่ว่าจะตำแหน่งใด กองหลังหน้าหวานก็ทำผลงานได้ดี กระทั่งการมาของคริสโตฟ เม็ตเซลเดอร์ และเปเป้ ในฤดูกาล 2007-08 ทำให้เขาได้กลับมายืนแบ๊กขวาอย่างที่ถนัดอีกครั้ง เมื่อได้กลับมาลากริมเส้น เขาก็ช่วยเติมเกมบุกอย่างที่ชอบอยู่เนืองๆ จนมีส่วนยิงประตูช่วยทีมหลายต่อหลายครั้ง

รามอสได้สมญาใหม่ เป็นกองหลังดาวซัลโว เพราะยิงประตูให้ชุดขาวทั้งหมดจนถึงตอนนี้มากกว่า 30 ลูกเข้าไปแล้วจากทุกรายการ และรามอสก็มาเฉลยในการให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสารของสโมสรว่า จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ เขาเคยเล่นเป็นกองหน้ามาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นกองหลังด้วย

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2008 รามอสจ่ายให้กอนซาโล่ อิกัวอีน ยิงประตูในนาทีที่ 89 ช่วยให้ชุดขาวเฉือนชนะโอซาซูน่า 2-1 คว้าแชมป์ลาลีกามาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ดี มีกระแสข่าวว่าเขามีปัญหากับเพื่อนร่วมทีมหลายคน ด้วยความเป็นกองหลังอารมณ์ร้อน ทำให้โดนใบแดงไล่ออกอยู่เนืองๆ ประกอบกับที่เคยยอมรับว่ารู้สึกว้าเหว่ เหมือนไม่มีเพื่อนที่เข้าใจในรังเบร์นาเบว ทำให้มีหลายสโมสรให้ความสนใจอยากได้ตัวเขา

แต่สิ่งสำคัญเหนือกว่านั้น คือผลงานสุดยอด ที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมจากอังกฤษติดต่อขอซื้อตัวเขาอย่างจริงจัง ในตอนนั้น รามอสยอมรับว่าดีใจที่มีสโมสรใหญ่สนใจ แต่คงต้องขอตัดสินใจอีกทีหลังจบยูโร 2008 ปรากฏว่าเขาร่วมเป็นแชมป์ยุโรปกับสเปน และนั่นทำให้ชุดขาวพยายามรั้งตัวเขาไว้จนประสบความสำเร็จในที่สุด

แต่ก่อนจะก้าวสู่ทำเนียบแชมป์กับทีมกระทิงดุ รามอสเริ่มไต่เต้าจากการติดธงสเปนชุดยู 21 แต่เล่นได้แค่ 6 นัด ฟอร์มก็โดดเด่นเข้าตาจนถูกเรียกมาติดธงชุดใหญ่ในวัยแค่ 18 ปีเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติสเปน ในรอบ 55 ปีหลังสุด แต่สุดท้ายสถิตินี้ ก็โดน เชส ฟาเบรกาส ดาวยิงอาร์เซน่อลทำลายไปในเวลาต่อมา

รามอสเริ่มต้นกับทีมชาติได้ดี เขาก้าวขึ้นมาเป็นหลักในแนวรับของสเปนในเวิลด์คัพ 2006 แทนที่ มิเชล ซัลกาโด้ รุ่นพี่ร่วมสังกัดที่โดนตัดออกไป

ในยูโร 2008 รามอสถือโอกาสโชว์ความสามารถให้โลกประจักษ์ เขาประสานงานกับ คาร์ลอส มาร์เชน่า, คาร์เลส ปูโยล และโจน คัปเดบีย่า จนแนวรับของสเปนเหนียวแน่นแข็งแกร่งดังหินผา ตลอดทั้งทัวร์นาเม้นท์ สเปนเสียแค่ 2 ประตูเท่านั้น

ในวัยแค่ 22 ปี จึงไม่มีกองหลังคนไหนจะประสบความสำเร็จได้มากเท่าเซร์คิโอ รามอสอีกแล้ว และเชื่อว่าเขาจะยังโลดแล่นในสังเวียนลูกหนัง ไล่ล่าเกียรติยศมาประดับเส้นทางค้าแข้งได้อีกนาน

และเป็นอีกครั้งที่เขาติดทีมชาติ ชุดลุยศึกคอนเฟดเดเรชั่นคัพ 2009 โชว์ฟอร์มในรอบคัดเลือกได้ดีมาก ไม่เสียประตูเลยสักนัด แต่ดันมาออกฟอร์มบู่แพ้ อเมริกา 2-0 ขนิดที่ว่าเห็นรามอสพยายามลากขึ้นมายิงหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เป็นกระตูสักครั้ง จบทัวร์นาเม้นในอันดับที่ 3

 

ลุยส์ มูริเอล

ufa1688 ลุยส์ เฟร์นันโด มูริเอล ฟรูโต (สเปน: Luis Fernando Muriel Fruto; เกิดวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1991) เป็นนักฟุตบอลชาวโคลอมเบีย ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับสโมสรอิตาลี อาตาลันตา และทีมชาติโคลอมเบีย

มูริเอลเริ่มต้นอาชีพกับเดปอร์ติโบกาลิในโคลอมเบีย ก่อนที่จะย้ายไปอูดีเนเซ เขาเคยถูกปล่อยยืมตัวให้กับกรานาดาและเลชเช ก่อนที่จะกลับสู่ต้นสังกัดใน ค.ศ. 2012 ซึ่งในปีนั้นเอง เขาชนะเลิศรางวัล Best Young Revelation ของเซเรียอา ช่วงที่อยู่กับอูดีเนเซ เขาได้ลงเล่นในลีก 57 นัด ทำได้ 57 ประตู ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 มูริเอลได้ย้ายไปซัมป์โดเรีย โดยเขาได้ลงเล่นให้กับสโมสรถึงสองฤดูกาลครึ่ง ลงเล่น 79 นัด ยิงได้ 21 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปเซบิยาใน ค.ศ. 2017 ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 เขาย้ายกลับไปเล่นในอิตาลีกับฟีออเรนตีนา และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2019 มูริเอลได้ย้ายไปอาตาลันตาด้วยค่าตัว 18 ล้านยูโร

มูริเอลได้ลงเล่นให้กับทีมชาติโคลอมเบียมาตั้งแต่ ค.ศ. 2012 โดยเขาได้ลงเล่นทีมชาตินัดแรกในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ในรายการฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก นัดที่พบกับเอกวาดอร์ และยิงประตูแรกในนามทีมชาติ นัดที่พบกับกัวเตมาลา เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติในการแข่งขันโกปาอาเมริกาสองครั้ง (2015 และ 2019) และฟุตบอลโลก 2018

เกียรติประวัติ
โคลอมเบีย อายุไม่เกิน 20 ปี

Toulon Tournament: 2011
รางวัลส่วนตัว

Serie A Best Young Revelation: 2012